เมื่อไม่มีตำแหน่งอ้างอิงแท้จริงที่ต้องการใน TLB แล้ว จะต้องระบุให้ได้ว่า มีเพจอยู่ในหน่วยความจำหลักหรือไม่ ดังนั้นสิ่งแรกที่จะทำคือค้นหาเพจที่สอดคล้องกันในตารางเพจ ถ้าช่องข้อมูลในตารางเพจที่สอดคล้องกันนั้นมีแวลิดบิทเป็นหนึ่ง นั่นคือ เกิดเพียงแค่การแปลงตำแหน่งอ้างอิงไม่ได้ถูกบันทึกไว้ใน TLB หรือ ถ้าแวลิดบิทเป็นศูนย์ นั่นแสดงว่าเกิดเพจฟอล์ท ในกรณีที่การแปลงตำแหน่งอ้างอิงไม่ได้ถูกบันทึกไว้ใน TLB จะสามารถดำเนินการโดยซอฟท์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ก็ได้ เนื่องจากมีการดำเนินการไม่ซับซ้อน เพียงแค่คัดลอกช่องข้อมูลในตารางเพจจากหน่วยความจำมาไว้ใน TLB เท่านั้น
แต่ในกรณีที่เกิดเพจฟอล์ทจะต้องมีวิธีการเพื่อหยุดการทำงานที่ดำเนินอยู่ แล้วให้ระบบปฏิบัติการเข้ามาดำเนินการในกรณีพิเศษ (Exception) ซึ่งหลังจากดำเนินการกับเพจฟอล์ทแล้ว จะต้องเริ่มทำงานตามคำสั่งที่ทำให้เกิดเพจฟอล์ทนั้นอีกครั้ง โดยต้องมีการเก็บค่าตัวนับของโปรแกรม ซึ่งเรียกว่า Exception Program Counter (EPC) นอกจากนี้ยังต้องป้องกันการเขียนลงในหน่วยความจำในระหว่างที่เกิดเพจฟอล์ทด้วยการไม่อนุญาตให้มีการเขียนลงในหน่วยความจำในขณะนั้น
ในระหว่างที่ระบบปฏิบัติการกำลังดำเนินการกับเพจฟอล์ทหนึ่ง ถ้ามีการเรียกการดำเนินการในกรณีพิเศษซ้อนขึ้นมา ซึ่งจะมีการเขียนทับค่าตัวนับของโปรแกรมเดิม และทำให้ไม่สามารถกลับไปทำงานในคำสั่งที่ทำให้เกิดเพจฟอล์ทได้ ดังนั้นตัวดำเนินการจึงต้องทำการเซ็ทบิทซึ่งสามารถห้ามการเรียกการดำเนินการในกรณีพิเศษได้ (Enable Exception)
ขั้นตอนในการดำเนินการกับเพจฟอล์ท
หลังจากดำเนินการกับเพจฟอล์ทแล้ว ตัวดำเนินการจำต้องย้อนกลับไปดำเนินการคำสั่งที่ทำให้เกิดเพจฟอล์ทนั้นอีกครั้ง แต่ในกรณีที่คำสั่งนั้นมีความซับซ้อน ซึ่งจะมีการเรียกใช้หน่วยความจำ และเขียนข้อมูลอยู่บ่อยๆ และอาจทำให้เกิดเพจฟอล์ทในระหว่างดำเนินการกับคำสั่ง ดังนั้นการย้อนกลับไปดำเนินการกับคำสั่งนั้นอีกครั้งจึงเป็นเรื่องยาก แทนที่จะย้อนกลับไปดำเนินการตามคำสั่งนั้นอีกครั้ง คำสั่งนั้นควรมีการหยุดการดำเนินการชั่วคราว แล้วให้เริ่มการดำเนินต่อในตอนกลางของคำสั่ง ซึ่งการกระทำดังนี้จะต้องมีการเก็บสถานะพิเศษบางสถานะ แล้วดำเนินการกับเพจฟอล์ท จากนั้นจึงคืนสถานะพิเศษกลับมาอีกครั้ง เพื่อดำเนินการต่อไป