next up previous contents index
Next: การเลือกตัววัดประสิทธิภาพ Up: การเลือกเทคนิคการประเมิน และตัววัดประสิทธิภาพ Previous: กล่าวนำ   Contents   Index

การเลือกเทคนิคการประเมินประสิทธิภาพ

เทคนิคการประเมินประสิทธิภาพหลัก 3 วิธี ได้แก่ การสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เชิงวิเคราะห์ (Analytical), การจำลองโดยคอมพิวเตอร์ (Simulation), และการวัดจากระบบจริง (Measurement) ข้อพึงพิจารณาในการเลือกเทคนิคในการประเมินประสิทธิภาพ สรุปในตาราง

Table 2.1: ข้อพิจารณาการเลือกเทคนิคการประเมินประสิทธิภาพ
 ข้อตัดสิน วิธีวิเคราะห์ การจำลอง การวัด  
 ขั้นตอน ทุกขั้นตอน ทุกขั้นตอน มีต้นแบบ  
 เวลาที่ใช้ น้อย ปานกลาง แปรผัน  
 เครื่องมือ นักวิเคราะห์ ภาษาคอมพิวเตอร์ เครื่องมือวัด  
 ความถูกต้อง ต่ำ ปานกลาง แปรผัน  
 ความซับซ้อน ในการประเมิน ง่าย ปานกลาง  
 ค่าใช้จ่าย น้อย ปานกลาง สูง  
 ความน่าเชื่อถือต่อผู้ตัดสินใจ น้อย ปานกลาง มาก  
          

ข้อพิจารณาที่สำคัญในการเลือกเทคนิคในการประเมินประสิทธิภาพ คือขั้นตอนของระบบขณะที่ทำการประเมิน การประเมินด้วยการวัดเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมีระบบอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่แล้ว เช่น ในขั้นตอนการออกแบบปรับปรุงผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ให้ดีขึ้น ในกรณีของการพิสูจน์แนวคิดใหม่ หรือผลิตภัณฑ์ใหม่มีเพียงวิธีการวิเคราะห์และจำลองเท่านั้นที่ทำได้ ซึ่งวิธีการทั้งสองจะใช้เมื่อ การวัดจริงไม่สามารถทำได้ อย่างไรก็ตามผลลัพธ์ของการประเมินประสิทธิภาพจะน่าเชื่อถือมากขึ้น ถ้าผลที่ได้สามารถเปรียบเทียบกับการวัดครั้งที่แล้ว ข้อควรพิจารณาต่อมา คือ เวลาที่ใช้ในการประเมิน ในการประเมินประสิทธิภาพส่วนใหญ่แล้ว มีความต้องการผลการประเมินเมื่อวานนี้ ถ้าต้องการต้องการผลประเมินโดยเร็วจำเป็นต้องใช้วิธีการวิเคราะห์แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ การจำลองโดยคอมพิวเตอร์นั้นใช้เวลานานมาก ส่วนการวัดจากระบบจริง โดยทั่วไป ใช้เวลานานกว่าการวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ แต่สั้นกว่าการจำลอง อย่างไรก็ตาม การวัดจากระบบจริง สามารถเกิดข้อผิดพลาดได้ง่ายในทุกๆ จุดจึงทำให้เวลาในการวัดแปรผันไปได้มาก เครื่องมือที่สามารถได้ในการประเมินเป็นอีกข้อหนึ่งที่ใช้ในการพิจารณา ซึ่งรวมถึงความรู้ความสามารถความชำนาญ ภาษาที่ใช้ในการเขียนแบบจำลอง และเครื่องมือวัด นักวิเคราะห์ประสิทธิภาพส่วนใหญ่มักมีความสามารถสูงในการสร้างแบบจำลอง ซึ่งอาจจะไม่เคยทำงานกับระบบจริง ส่วนผู้ที่ไม่มีความชำนาญในทฤษฎีต่างๆ ของการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์มักนิยมการวัดจริง หรือการจำลองโดยคอมพิวเตอร์ การขาดความรู้ทางด้านภาษาคอมพิวเตอร์ที่ช่วยในการเขียนแบบจำลอง ทำให้นักประเมินประสิทธิภาพจำนวนมากไม่ทำการประเมินโดยใช้การจำลองคอมพิวเตอร์ ความถูกต้องของผลลัพธ์การประเมินเป็นสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง โดยทั่วไปการวิเคราะห์ของแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ต้องการสมมุติฐาน และการตัดความซับซ้อนเพื่อให้สามารถแก้สมการ และหาคำตอบได้. ด้วยเหตุดังกล่าว ผลของการประเมินอาจไม่ตรงกับความเป็นจริง. การสร้างแบบจำลองโดยให้คอมพิวเตอร์จำลองการทำงานสามารถสร้างรายละเอียดการทำงาน และต้องการสมมุติฐานที่น้อยกว่าการวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ จากเหตุผลดังกล่าวทำให้การจำลองทางคอมพิวเตอร์มีความใกล้เคียงกับระบบจริงมากกว่า การวัดจากระบบจริงน่าจะเป็นเทคนิคที่ให้ผลที่ถูกต้องมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมส่งผลให้การวัดอาจไม่ถูกต้องเท่าที่ควร ทำให้ความถูกต้องของการวัดระบบจริงมีความแปรผันค่อนข้างสูง ความถูกต้องของผลลัพธ์ กับความถูกต้องของบทสรุป ไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามกัน เนื่องจากถ้าผลลัพธ์ที่ได้จากการประเมินมีความคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยอาจทำให้เข้าใจผิด และส่งผลสรุปที่ผิดตามมา เช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าผลลัพธ์จากการประเมินจากเทคนิคใดๆ จะไม่แม่นยำ บทสรุปอาจสามารถสรุปได้ถูกต้องจากแนวโน้มของผลลัพธ์ และความรู้ความชำนาญของนักประเมินประสิทธิภาพ เป้าหมายของการศึกษาประสิทธิภาพของระบบส่วนใหญ่ ได้แก่การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของทางเลือกหลายๆ ทาง หรือการหาพารามิเตอร์ที่เหมาะสมที่สุดในการทำงาน ค่าใช้จ่ายในการประเมินประสิทธิภาพเป็นข้อพิจารณาอีกอันหนึ่งที่สำคัญ การวัดจากระบบจริงต้องการอุปกรณ์จริง เครื่องมือวัดจริง ซึ่งเป็นเทคนิคที่มีค่าใช้จ่ายสูงสุด จึงทำให้การประเมินประสิทธิภาพของระบบใหญ่มักจะทำโดยการจำลองคอมพิวเตอร์ การวิเคราะห์แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ต้องการเพียงแค่นักประเมินประสิทธิภาพ, กระดาษ, และดินสอเท่านั้น จึงเป็นวิธีการที่ใช้ค่าใช้จ่ายต่ำสุด การวัดจากระบบจริง สามารถสร้างความน่าเชื่อถือต่อผู้ตัดสินใจได้สูงสุด เนื่องจากคนทั่วไปมักจะสงสัยวิธีการวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ เพราะไม่สามารถเข้าใจวิธีการในการวิเคราะห์ และการแปลความหมายของผลลัพธ์ ซึ่งเมื่อมีผู้นำเสนอวิธีการวิเคราะห์เชิงคณิตศาสตร์แบบใหม่ มักจะมีการยืนยันวิเคราะห์ด้วยผลการจำลอง และผลการวัดจากระบบจริง ในบางครั้งผู้ประเมินประสิทธิภาพสามารถใช้วิธีการประเมินหลายวิธีประกอบกัน ตัวอย่างเช่น ใช้การวิเคราะห์เชิงคณิตศาสตร์ และการจำลองโดยคอมพิวเตอร์ในการประเมินประสิทธิภาพ และยืนยันผล จากหลักการและเหตุผลดังกล่าวขั้นต้น จึงมีแนวทางปฏิบัติในการตีความของผลการประเมินดังต่อไปนี้
  1. อย่าเชื่อผลการจำลองโดยคอมพิวเตอร์จนกระทั่งสามารถพิสูจน์ทราบโดยวิธีการวิเคราะห์เชิงคณิตศาสตร์ หรือการวัดจริง
  2. อย่าเชื่อผลวิเคราะห์เชิงคณิตศาสตร์ จนกระทั่งสามารถพิสูจน์ทราบโดยวิธีการการจำลองโดยคอมพิวเตอร์หรือการวัดจริง
  3. อย่าเชื่อผลการวัดจริงจนกระทั่งสามารถพิสูจน์ทราบโดยวิธีการวิเคราะห์เชิงคณิตศาสตร์ หรือการจำลองโดยคอมพิวเตอร์
จากแนวทางปฏิบัติข้างต้น จำเป็นต้องเน้นในข้อที่ 3 ให้มาก เนื่องจากผลการวัดจริงมีข้อผิดพลาดได้มาก และผลของการประเมินไม่ควรจะสวนทางกับความน่าจะเป็นของแนวโน้มที่ควรจะเป็น เทคนิคการประเมินอาจถูกใช้ต่อเนื่องกัน เช่น ในขั้นแรกใช้การวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์เพื่อศึกษาผลของพารามิเตอร์ และช่วงการทำงาน จากนั้นใช้การจำลองทางคอมพิวเตอร์ในการศึกษาผลลัพธ์ที่มีความแม่นยำสูงขึ้น จากวิธีการดังกล่าวสามารถลดทรัพยากรที่ต้องใช้ในการจำลองลง

Vara Varavithya 2002-03-09